«

»

Oct 18

Re: Evening News Update..October 18,2012

Watch…VoiceTV…October 18,2012
 
กทค. มีมติ 4 : 1 รับรองผลประมูล3จี

บอร์ดกทค.มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง รับรองผลการประมูล 3 จี มีเพียงเสียงเดียวที่ไม่รับรองคือ นายแพทย์ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

วันนี้(18ต.ค.55 )เวลา 14.50 น. ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ได้มีมติรับรองผลการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา  ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 หลังการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง 
 
สำหรับ กทค. ที่รับรอง 4 ราย ได้แก่ คือ นายเศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค., นายสุทธิพล ทวีชัยการ, นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์, พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร และมีเพียงเสียงเดียวที่ไม่รับรองคือ นายแพทย์ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
 
ดังนั้นหลังจากนี้ กทค.จะออกประกาศรายชื่อผู้ชนะประมูล ตามผลการประมูลวันที่ 16 ต.ค. โดย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัดในเครือเอไอเอส เสนอราคาสูงสุดที่ 14,625 ล้านบาท ได้สิทธิใช้คลื่นความถี่ชุดที่ 7 แถบคลื่น 1950-1955  คู่กับ 2140-2145 ชุดที่ 8 แถบคลื่น 1955-1960 คู่กับ 2145-2150 และชุดที่ 9 แถบคลื่น 1960-1965 คู่กับ 2150-2155
 
 ขณะที่บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือทรูมูฟ และบริษัท ดีแทค เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือดีแทค เสนอราคาเท่ากันที่ 13,500 ล้านบาท โดย เรียลฟิวเจอร์ ได้สิทธิใช้คลื่นความถี่ชุดที่ 4  แถบคลื่น 1935-1940 คู่กับ 2125-2130  ชุดที่ 5 คลื่น 1940-1945 คู่กับ 2130-2135 และชุดที่ 6 ช่วงคลื่น 1940-1950 คู่กับ 2135-2140 
 
ส่วนดีแทค เน็คเวอร์ค ได้แถบคลื่นความถี่ชุดที่ 1 ถึง ชุดที่ 3 ได้แก่ช่วงคลื่น 1920-1925 คู่กับ 2110-2115 ช่วงคลื่น 1925-1930 คู่กับ 2115-2120 และช่วงคลื่น 1930-1935 คู่กับ 2120-2125
 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”
‘นายกฯ’ พอใจผลการ เยือนคูเวต มั่นใจไทยได้ประโยชน์

นายก รัฐมนตรี พอใจผลการประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ที่เห็นพ้องเพิ่มพูนทางการค้าระหว่างกัน มั่นใจไทยได้รับประโยชน์ด้านการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตร 

การ ประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือ ACD ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2555 ที่ประเทศคูเวต ได้ปิดฉากลงแล้ว และไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ระดับผู้นำและรัฐมนตรี ในปี 2558 
 
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พอใจผลการประชุมครั้งนี้ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากการประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ตอบรับข้อเสนอของไทยทั้งหมด และยังเห็นพ้องถึงความร่วมมือและการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรมและต่อ เนื่อง ทั้งด้านเส้นทางคมนาคมและขนส่ง การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ซึ่งไทยได้รับโอกาสขยายฐานการค้า การส่งออกสินค้าเกษตร จากการที่หลายประเทศกังวลถึงปัญหาความขาดแคลนอาหาร ที่ประชุมสุดยอด ผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ยังเห็นพ้องการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาภัยพิบัติในช่วงที่โลก เกิดวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งเอเชียจะใช้จุดแข็งที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยประเทศคูเวตได้ขอสนับสนุนเงินทุน 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความยากจน 
 
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยือนประเทศคูเวตอย่างเป็นทางการ และหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีประเทศคูเวต โดยนายกรัฐมนตรีของไทยได้ผลักดันการเพิ่มและขยายช่องทางการค้าและการลงทุน ระหว่างกันให้มากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างมีศักยภาพที่จะสนับสนุนส่งเสริมกัน โดย เฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน พร้อมขอบคุณที่ประเทศคูเวตให้การสนับสนุนไทยในองค์การการประชุมอิสลาม หรือ OIC และได้ชี้แจงการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาล พร้อมกันนี้ 2 ฝ่าย ได้ลงนามความร่วมมือด้านสาธารณสุขด้วย 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"
 
‘เฉลิม’ เผยไม่พร้อมนั่งมท.1 ชี้ ‘จตุพร’เหมาะรมต.

ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยัน ยังอยากดูแลงานตำรวจ ไม่พร้อมนั่ง รัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมระบุ ‘จตุพร’ เหมาะสมทุกตำแหน่ง เนื่องจากเป็นคนเก่ง ชี้ รางวัลนำจับชายชุดดำ แค่แรงจูงใจ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ส่วนตัวยังอยากดูแลงานด้านตำรวจ เพราะการทำงานขณะนี้ดีอยู่แล้ว หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี แล้วได้มานั่งเก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั้น ยังไม่มีความพร้อมที่จะมาดำรงตำแหน่ง อีกทั้ง เคยดำรงตำแหน่งนี้มาแล้ว จึงไม่อยากกลับไปอีก ทั้งนี้ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในช่วงนี้ ส่วนตัวจะได้นั่งในตำแหน่งอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ นายกรัฐมนตรี ส่วนการที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จะมีโอกาสเข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีได้หรือไม่นั้น ก็มองว่า นายจตุพร เหมาะสมกับทุกตำแหน่ง เนื่องจากเป็นคนเก่ง มีความสามารถ

 .ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “เคยเป็นมาแล้ว ไม่อยากกลับอีก พอแล้ว แต่ก่อนนั้นอยากเป็นจริง แต่เป็นมาแล้วก็พอแล้ว” 

 นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวสนับสนุนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ตั้งรางวัลนำจับ ตามหาชายชุดดำนั้น 
เป็นเรื่องการสร้างแรงจูงใจ และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม

 ”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”

ส.ส.ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้ มาตรการแก้น้ำท่วม-หวยออนไลน์

http://news.voicetv.co.th/thailand/53630.html

ส.ส.ฝ่ายค้าน เตรียมตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลเรื่องมาตรการแก้น้ำท่วม และเรื่องหวยออนไลน์ ในการประชุมเช้าวันนี้ (18.ตค.)

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้(18.ตค.) เริ่มในเวลา 10.00 นาฬิกา โดยในการพิจารณาวาระกระทู้ถามสด ส.ส.ฝ่ายค้าน เตรียมตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลกรณีมาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ภาคกลาง และกรณีศาลออกหมายจับ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัทกฤษฎานคร รวมถึงเรื่องหวยออนไลน์ ที่เห็นว่าอาจเป็นการเพิ่มช่องทางอบายมุขให้กับประชาชน 
 
ขณะที่วาระกระทู้ถามทั่วไป มีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่อง การแก้ปัญหาแมลงศัตรูมะพร้าวในพื้นที่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เรื่องขอให้มีการขยายเส้นทาง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และเรื่องปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณกว๊านพะเยา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา 
 
 สำหรับวาระเรื่องด่วนมีวาระที่น่าสนใจ เช่น เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหา สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"
กบอ.วาง 7 แนวทาง แก้ภัยแล้ง

รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วาง 7 แนวทางบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง โดยเน้นความสำคัญต่อน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน 14 ลุ่มน้ำ มีน้ำน้อยกว่าปกติในรอบ 20 ปี 
 
โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มีการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ด้วยยุทธศาสตร์การกระจายบริหารการใช้น้ำอย่างทั่วถึงและเพียงพอ ให้ความสำคัญกับน้ำดื่มน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อการอุตสาหกรรม น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศคือไม่ปล่อยให้คูคลองตามธรรมชาติน้ำแห้งต้องรักษาสมดุลไว้ 
 
ดำเนินการแก้ปัญหาใน 7 แนวทางคือ ทำฝนเทียมร่วมกับสำนักฝนหลวงและกองทัพอากาศในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ปล่อยน้ำเข้าทุ่งให้มากขึ้นเพื่อทำการเกษตรได้  ระบบน้ำบาดาลสำหรับทำอุปโภคบิรโภค  ผันน้ำข้ามลุ่มน้ำจากแม่น้ำน่านไปยังแม่น้ำยมเพื่อช่วยการเกษตร  ผันน้ำจากลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลองไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้ภาคกลางมีน้ำตลอดปี  สูบน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีจำนวนมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตามแหล่งน้ำและพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำเพื่อกระจายน้ำในรัศมี 1 กิโลเมตรบริหาร 
 
 ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำแก้ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำจะเห็นผลและสามารถใช้งานได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้
 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"
 
พัทยา ดันงบ 30 ล้านบาท จัดพืชสวนโลก ที่จีน

อัมพร แสงแก้ว วีรีพอร์ตจากเมืองพัทยา เมืองพัทยา ร่วมสมาคมเศรษฐกิจไทย-จีน และ สวนนงนุช พบผู้บริหารเมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดก่อสร้างในงานพืชสวนโลก 2014 โดยเตรียมจัดงบประมาณกว่า 30 ล้านบาทสร้างสวนพรรณไม้ ศิลปวัฒนธรรมอย่างยิ่งใหญ่  

นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยนายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยา นายบัญฑิต ศิริตันหยง ตัวแทนจากสมาคมเศรษฐกิจไทย-จีน พร้อมด้วยคณะสมาชิกสภาเมืองพัทยา หัวหน้าส่วนราชการ และตัวแทนจากสมาคมนักข่าวเมืองพัทยา เดินทางมาเมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ตรวจสอบการเข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน “พืชสวนโลก 2014″ 
 
นายตู้ เปิ๋น เห่า ประธานโครงการพืชสวนโลกเมืองชิงเต่า กล่าวว่า งานนี้กำหนดจะจัดขึ้นในระหว่างเดือนเมษายนของปี 2014 ไปจนถึงเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน รวมระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งโครง การนี้ ได้มีการจัดสรรพื้นที่บริเวณเชิงเขาไว้สำหรับจัดงานจำนวน 1,600 ไร่ 
 
ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ตอบรับเข้าร่วมจัดพื้นที่แล้วกว่า 40 ประเทศ โดยทางรัฐบาลจีนได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดงานครั้งนี้ไว้ถึง 4 พันล้านหยวนหรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในช่วงระยะเวลาของการจัดงานจะมีนักท่องเที่ยวทั้งในส่วนของชาวจีนและชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าร่วมชมงานกว่า 15 ล้านคน 
 
ทั้งนี้ ในปัจจุบันทางเทศบาลเมืองชิงเต่าได้เร่งดำเนินการในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน ไฟฟ้า ประปา รวมทั้งการปรับปรุง และการปรับแต่งสภาพภูมิทัศน์เพื่อรองรับการจัดงานไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าคงจะเสร็จทันตามกำหนดอย่างแน่นอน 
 
ด้านนายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา เปิดเผยภายหลังการตรวจดูสภาพพื้นที่ของการจัดงานว่ารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ทางคณะกรรมการจัดงานกำหนดพื้นที่จัดไว้สำหรับเมืองพัทยาในทำเลที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่สวยงาม และเหมาะสม โดยให้พื้นที่โดยรวมสำหรับเมืองพัทยาไว้จำนวนกว่า 1 ไร่ พร้อมสนับสนุนงบประมาณให้ถึง 1 ล้าน 5 แสนหยวน หรือประมาณ 7 ล้าน 5 แสนบาท 
 
ขณะที่นายกัมพล ตันสัจจา ตัวแทนจากสวนนงนุช กล่าวว่า พอใจกับพื้นที่ที่ทางโครงการพืสวนโลกจัดให้เป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสมและอยู่บริเวณทางผ่านเข้าใจกลางงานหรือสวนนานาชาติ 
 
ซึ่งครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะทำให้รูปแบบโดดเด่นและสวยงามจนเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวให้ได้ โดยเน้นที่ศิลปวัฒนธรรมของไทย ขณะที่ไม้ดอก ไม้ประดับที่จะนำมาใช้จะเน้นไปที่พันธุ์ไม้ท้องถิ่นเป็นหลัก 
 
ทั้งนี้คาดว่า งานครั้งนี้จะเป็นสร้างชื่อให้กับเมืองพัทยาและจะได้รับประโยชน์จากงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวของประเทศจีนเอง ที่คาดว่าจะเดินทางเข้าชมงาน 15 ล้านคน รวมกับการแพร่ประชาสัมพันธ์ออกไปตามสื่อต่างๆทั่วประเทศซึ่งมีประชากรกว่า 1,000 ล้านคนแล้ว หากเมืองพัทยาได้รับการตอบรับประมาณร้อยละ 1 ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการจัดงานเป็นอย่างมาก
 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"
Asia Update….October 18,2012
 
ตรงไปตรงมา 18-10-55
 
คอลัมน์อัพเดท ปชป.-คอป.มองไม่เห็น 18-10-55
 
คอลัมน์อัพเดท คุณธรรมสองมาตรฐาน 18-10-55
 
ข่าวเที่ยงDNN 18-10-55
 
ค้นหาความเป็นธรรม – พุทธศาสนาพัฒนาชาติ(2) 18-10-55
 
เพื่อคนไทยเพื่อประชาชน 18-10-55
 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"
Various News Update..October 18,2012
 
ส.ว.บี้ดีเอสไอเร่งขยายผลหาตัวผู้สั่งการชายชุดดำ
 
พร้อมพงศ์ยื่นกมธ.ป.ป.ช.สอบไซฟ่อนเงิน-รถหรูเลี่ยงภาษี”วิโรจน์”รับลูกทันควัน
 
ขุนค้อนเตรียมลงนามส่งศาล รธน.วินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.ยงยุทธ
 
ฝ่ายค้านชง 2 กระทู้สดถามนายกฯ ปมหมายจับ “ทักษิณ” – แก้น้ำท่วมนิคมฯ กบินทร์บุรี
 
วงการบันเทิงไทยสูญเสีย “มีศักดิ์ นาครัตน์” อดีตนักร้อง-นักแสดง-นักแต่งเพลงแปลงชื่อดัง จากไปด้วยโรคมะเร็งปอด
 
ก้าวแรก-เริ่มแล้ว บนเส้นทาง “3จี” เส้นทางที่ยังวิบาก
 
เครือข่ายภาคเอกชนร้อง รมว.คค.กำชับหน่วยงานคุมห้ามดื่มเหล้าบนรถสาธารณะ
 
“บุญทรง”ใช้โอกาสประชุมเจทีซี ดึงพม่าเข้ากรอบความร่วมมือค้าข้าวอาเซียน
 
วรศักดิ์ ประยูรศุข : ชุดดำ-ไซฟ่อน
 
“ต่อตระกูล” อัดรบ.อุบข้อมูลโครงการน้ำ3.5แสนล้าน “ชัชชาติ” โต้! บอกใช้โมเดลสหรัฐ-ห่วงคอร์รัปชั่น
 
“วัชระ” ถามรางวัลนำจับชายชุดดำ 1 ล้าน คุ้มเสี่ยงชีวิตหรือไม่
 
“ศิริราช”สุดเจ๋ง! คิดค้นวิธีแยก”สเต็มเซลล์บริสุทธิ์”ในน้ำคร่ำ ได้ครั้งแรกของโลก เพื่อรักษาโรคในอนาคต
 
เปิดเกมรุก”สภาสูง-สภาล่าง” จ่อคิวซักฟอก รบ.ปู
 
บร๊ะเจ้า ! ไทยขึ้นแท่นอันดับ3ของโลก ซดจอห์นนี่วอล์กเกอร์ “เรด และแบล็ค เลเบิ้ล” นิยมสุด !!
 
ฮือฮา กองทัพสหรัฐในฟลอริด้าใช้”ท่อหลบภัย”ไม่ธรรมดา หลบภัยอย่างสบายใจเฉิบ(ชมคลิป)
 
“อธิบดีดีเอสไอ” แจงตั้งรางวัล 1 ล้านแค่แจ้งเบาะแสคนร้าย-ไม่ใช่ให้ล่าชุดดํา
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU1EVTBPVE00TWc9PQ==&subcatid=
 
 ทิศทางภูมิใจไทยยุค”อนุทิน” – กลุ่มเพื่อนเนวินหนุนหลัง  การเมือง ข่าวสด
 
ช่อง 3 ลั่นไม่ถอด”สรยุทธ” ป.ป.ช.ชี้มูลแค่เรื่องเก่า – ไม่มีสปอนเซอร์เจ้าไหนถอนโฆษณา
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU1EUTVOekk0TUE9PQ==&sectionid=
 
 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”
Various News Update..UDDred…October 18,2012
 

ศาลฯยกคำร้องแม่น้องเกดขอให้มีคำสั่งคุ้มครองห้ามสายล่อฟ้าพูดคดี 6 ศพวัดปทุมฯ

 
ฐานเศรษฐกิจ 18 ตุลาคม 2555 >>>

นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ผู้เสียชีวิตที่ 5 ภายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ปี 2553 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้ไต่สวนเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองคู่ความ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนการเสียชีวิตของลูกสาว ว่า สาเหตุการตายเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ แต่รายการ สายล่อฟ้า ทางสถานีโทรทัศน์ช่องบลูสกาย ที่มีนายศิริโชค โสภา และพวก เป็นพิธีกร กลับนำข้อมูลที่เป็นเท็จไปพูดในรายการ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดได้
ศาลอาญากรุงเทพใต้รับคำร้องแล้ว และมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายศิริโชค เป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่ความในคดีนี้ ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งห้าม นายศิริโชค ตามที่ นางพะเยาว์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลได้

 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”

ปชป. ‘ฟ้องหมิ่น’ จ่อสอบลายเซ็นต์แม้ว

 
คมชัดลึก 18 ตุลาคม 2555 >>>

ปชป. ย้อนรอย “แม้ว” ฟ้องหมิ่นประมาท สอบลายเซ็นต์ “แม้ว” ปลอมหรือไม่

วันที่ 18 ต.ค. 55 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปแจ้งความหมิ่นประมาท ส.ส.ประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี นายกรณ์ และนายสาธิต ที่ขึ้นเวทีปราศรัยเกี่ยวกับชายชุดดำ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา
นายสาธิต กล่าวว่า เวลา 14.00 น. ตนพร้อมด้วยนายกรณ์ เดินทางไปที่ สน.ลุมพินี เพื่อตรวจสอบว่า เอกสารที่นายพร้อมพงษ์ใช้ในการแจ้งความดำเนินคดีนั้นมีการมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จริงหรือไม่หากไม่จริงก็เข้าข่ายใช้เอกสารเท็จในการแจ้งความ โดยตนมีข้อสงสัยคือ ถ้าเป็นการมอบอำนาจจริง ในวันที่ 13 ต.ค. จนถึงวันฟ้องร้อง นายพร้อมพงษ์ ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อไร ถ้าไปพบแล้วได้มีการเซ็นต์หนังสือมอบฉันทะหรือมอบอำนาจจริงหรือไม่ และหากพบ พ.ต.ท.ทักษิณ จริงก็ต้องทราบแหล่งที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความได้มีการสอบถามหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ไหน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในระหว่างการหลบหนีหมายศาล
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า จะมีการตรวจสอบว่า ในการเซ็นต์มอบอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเอกสารปลอม หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเอกสารปลอมพนักงานสอบสวนไม่สามารถรับแจ้งความได้ และนายพร้อมพงษ์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ไปแจ้งความก็ได้ยื่นเอกสารเป็นเท็จ ซึ่งทางพรรคจะมีการดำเนินคดีต่อนายพร้อมพงษ์ ซึ่งการใช้เอกสารเท็จนั้นมีความผิดร้ายแรง และเมื่อพนักงานสอบสวนรู้หลักแหล่งที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วไม่ดำเนินการจับกุมตัวก็จะเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"

นิติราษฎร์: ฤาว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบราชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ?

 
ไทยอีนิวส์ 18 ตุลาคม 2555 >>> 

การที่ศาลเห็นว่ามาตรา 112 มีเนื้อหาที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา นี้มุ่งคุ้มครองไว้ โดยมิได้คำนึงถึงหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่า เป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ในสังคมประชาธิปไตย เท่ากับศาลปฏิเสธความมีอยู่ของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ และโดยเหตุที่ศาลแสดงให้สาธารณชนเข้าใจเช่นนี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามกับศาลรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยวันนี้แท้จริงแล้ว ปกครองโดยระบอบใด ?

จันจิรา เอี่ยมมยุรา

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารเลขที่ 32/2555 เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาว่า จำเลยในคดีอาญาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาตรา 112 สองคน คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 112 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 8 มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่

ซึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยมติเอกฉันท์ว่ามาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย อัตราโทษมีความเหมาะสมได้สัดส่วน และชี้ว่าการกระทำผิดมาตรา ๑๑๒ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ (ข่าวประชาไท ลงวันที่ ๑๐/๑๐/๒๕๕๕)

ผู้ เขียนได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามเอกสารเผยแพร่ดังกล่าว ข้างต้น มีความเห็นที่ควรสื่อสารกับสังคมในฐานะนักวิชาการกฎหมาย ในประเด็นต่อไปนี้…
๑. การ นำเอามาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ไปบัญญัติไว้ในลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ

ศาล วินิจฉัยว่า “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นมาตรการของรัฐที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทย”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นบทกฎหมายที่มุ่งลงโทษบุคคลที่แสดงความคิดเห็นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในลักษณะที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นเสื่อมเสีย ชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เช่นการใส่ร้าย หรือแสดงการเหยียดหยามด้วยกริยาหรือด้วยวาจา เช่น ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นการกระทำต่อตัวบุคคลคนนั้นโดยตรง มิใช่กระทำต่อสถาบัน และเป็นการกระทำต่อชื่อเสียงเกียรติยศเป็นสำคัญ มิใช่ต่อชีวิตร่างกาย จึงเป็นความผิดซึ่งเบากว่าความผิดฐานปลงพระชนม์หรือกระทำประทุษร้ายต่อพระ มหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกันคือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราช อาณาจักร ทำให้มีการปรับอัตราโทษของมาตรา ๑๑๒ ให้สูงมากเกินกว่าความผิดลักษณะเดียวกันที่กระทำกับบุคคลธรรมดา มีการสร้างลักษณะพิเศษในการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้ กับมาตรา ๑๑๒ แตกต่างไปจากคดีอาญาอื่นๆ เช่นผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว การพิจารณาคดีโดยลับ เปิดเผยคำพิพากษาไม่ได้ ฯลฯ จนมาตรา ๑๑๒ ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างกันระหว่างฝักฝ่ายทางการเมืองดังที่ปรากฏ ให้เห็นทั่วไปขณะนี้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าควรให้คงมาตรา ๑๑๒ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงถึงผล อยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นเพราะศาลเพ่งเล็งไปที่ความสำคัญของตัว บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเป็นด้านหลัก จึงผูกตัวบุคคลไว้กับสถาบันในลักษณะที่บุคคลคนนั้นเป็นสิ่งเดียวกับสถาบัน แต่ทว่าการผูกตัวบุคคลไว้กับสถาบันย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงแห่งรัฐระยะ ยาว เพราะก่อให้เกิดความสับสนคลุมเครือ แยกไม่ได้ระหว่างตัวบุคคลที่เป็นผู้แทนสถาบันกับตัวสถาบันตามรัฐธรรมนูญ และแยกไม่ได้ระหว่างความมั่นคงของตัวบุคคลกับความมั่นคงของสถาบัน ซึ่งอย่างหลังนี้คือความมั่นคงของรัฐที่แท้จริง เพราะมิฉะนั้น ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในสถาบันเหล่านั้นก็หมาย ความว่าจะทำให้สถาบันไม่มั่นคงไปด้วย ซึ่งตามข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายของประเทศได้วางระบบการขึ้นสู่ตำแหน่งและการสิ้นสุดการดำรง ตำแหน่งของบุคคลในสถาบันต่างๆ ของรัฐไว้พร้อมมูลแล้ว

นอกจากนี้ การที่ศาลเห็นว่าการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุผลว่าพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้ม ครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทยนั้น ก็มีข้อโต้แย้งว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีสถาบันที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติมุ่งคุ้มครองอีกหลายสถาบันซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หรือโดยอ้อม เป็นต้นว่าสถาบันสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี และถือเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขทั้งสิ้น หากใช้ชุดเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายถึงเหตุความจำเป็นที่จะต้องบรรจุ มาตรา ๑๑๒ ไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรดังที่กล่าวมา ก็จะต้องมีมาตราอย่างมาตรา ๑๑๒ นี้เขียนคุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนฯ และรัฐมนตรีจากการถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายไว้ในประมวลกฎหมายอาญาหมวดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรอีกหลายมาตรา

๒. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓ วรรคสอง

ศาล วินิจฉัยว่า “หลักการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ สอดคล้องกับการให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันและประมุขของ ประเทศไทย การกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดจึงเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง”

หลัก นิติธรรม (The Rule of Law) พัฒนาขึ้นโดยศาลยุติธรรมในระบบกฎหมายอังกฤษ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจอำเภอใจ ของกษัตริย์อังกฤษในอดีต และเป็นหลักที่เกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตยอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยหากพิจารณาหลักนิติธรรมกับประวัติศาสตร์การแก้ไขกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา พบว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ ในหมวดความผิดฐานกบฏภายในพระราชอาณาจักร ให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองและรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งรับรองว่าอำนาจสูงสุดของ ประเทศเป็นของราษฎรทุกคน พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ขยายขอบเขตเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของราษฎรตามแนวทางประชาธิปไตย โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมความในบทบัญญัติมาตรา ๑๐๔ (๑) ให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือสถาบันใดๆ ของรัฐได้ หากเป็นการกระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ในขอบเขตของกฎหมายนี้การแสดงความคิดเห็นต่องานราชการขององค์พระมหากษัตริย์ หรือการกระทำของรัฐบาล แม้เข้าลักษณะเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท ก็ไม่ถือเป็นความผิด1

จะเห็นว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลง กฎหมายอาญาลักษณะดังกล่าวต่างหากที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะสนับสนุนให้ราษฎรสามารถแสดงความคิดเห็นติชมการทำงานของสถาบันต่างๆ ของรัฐทุกสถาบันในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อความผิดอาญา ข้อยกเว้นความผิดนี้เพิ่งจะมาถูกลิดรอนไปเมื่อประเทศถอยหลังเข้าสู่การ ปกครองแบบเผด็จการทหารในปี พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ศาล รัฐธรรมนูญเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง ศาลคงหลงลืมไปว่ามาตรา ๑๑๒ ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งนับตั้งแต่รัฐประหารปี พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมาจนกระทั่งเป็นบทบัญญัติอย่างทุกวันนี้ การแก้ไขแต่ละครั้งกระทำภายใต้อำนาจรัฐบาลของคณะรัฐประหารซึ่งสวนทางกับหลัก นิติธรรมทั้งสิ้น ดังนั้น การตีความว่ามาตรา ๑๑๒ ขัดแย้งกับหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง หรือไม่ ศาลควรจะต้องพิจารณาว่ามาตรา ๓ วรรคสองนั้นอยู่ภายใต้มาตรา ๓ วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ที่สุดของรัฐธรรมนูญ ส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลก็แต่ในนามของประชาชนตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญมอบให้ มาตรา ๓ วรรคสอง จึงต้องตีความให้สอดคล้องกับหลักการของมาตรา ๓ วรรคแรก ที่รับรองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ ประชาชนย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำ งานของทุกสถาบันในรัฐได้ไม่เว้นแม้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นผู้รับ มอบอำนาจจากประชาชนและใช้อำนาจในนามของประชาชน หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ติชมภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ดังนั้น กฎหมายใดที่มีบทบัญญัติปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและขัดขวางการแสดงความ คิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนย่อมขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคแรก และไม่เป็นไปหลักนิติธรรมตามมาตรา ๓ วรรคสอง

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เป็นหลักการสำคัญที่สุด ถือเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่บทบัญญัติใดๆ ของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดก็ไม่อาจขัดหรือแย้งกับหลักการดังกล่าวได้ ในแง่นี้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่รักษาความเป็นสูงสุดและความศักดิ์สิทธิ์ ของรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่พิพากษาให้บทบัญญัติของกฎหมายเหล่านั้นไม่อาจใช้บังคับได้ โดยเหตุนี้ หากการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้หลักการดังกล่าวนี้เสื่อมทรามไป หรือไม่มีผลบังคับในทางข้อเท็จจริง ย่อมถือว่าการทำหน้าที่ของศาลก็ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมด้วยเช่นกัน

ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงนั้น มาตรา ๘ บัญญัติ ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” กรณีนี้ก็เช่นกัน การตีความมาตรานี้ต้องตีความให้สอดคล้องกับมาตรา ๓ ข้างต้น เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในประเทศ จึงมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของสถาบันต่างๆ ที่ได้รับมอบอำนาจไปจากประชาชนและใช้อำนาจนั้นในนามประชาชน โดยเหตุนี้ จึงไม่อาจถือว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการ กระทำอันเป็นการล่วงละเมิดสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะขององค์พระมหา กษัตริย์ได้ ตราบเท่าที่เป็นการกระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “เมื่อใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นก็ไม่มีทางเป็นการล่วงละเมิดสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ได้”

๓. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕

ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ ก็เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘ ที่รับรองสถานะของพระมหากษัตริย์มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และเป็นการจำแนกการกระทำความผิดที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง และไม่ได้กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งแต่ประการใด เพราะบุคคลทุกคนยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

หาก พิจารณาจากข้อมูลข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓๒/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ อาจกล่าวได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นคำร้องข้อนี้แบบกำปั้นทุบดิน เพราะไม่สามารถค้นหาเหตุผลทางกฎหมายประกอบความเห็นของศาลได้ คงมีเพียงความเห็นลอยๆ ประกอบความเห็นเท่านั้น ในฐานะที่ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยและถือหลักนิติรัฐ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ ถือเป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญให้แก่ประชาชนชาวไทย เพราะได้วางหลักการที่เรียกว่า “หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย” ไว้ หมายความว่าถ้าบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดมาตราใดมีลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๒๙ บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้นมาตรานั้นใช้บังคับกับประชาชนไม่ได้
มาตรา ๒๙ บัญญัติ ว่า “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้  เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
    กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง….”
จำเลย ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดมาตรา ๑๑๒ สองคนคือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้โต้แย้งว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ อย่างน้อยใน ๒ ประการด้วยกัน คือ

๑) อัตราโทษของมาตรา ๑๑๒ รุนแรงเกินกว่าเหตุ ไม่เป็นไปตามหลักความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนกับลักษณะความผิด (ซึ่งเป็นการกระทำต่อชื่อเสียงเกียรติยศ มิใช่การปลงพระชนม์หรือการประทุษร้ายต่อชีวิตหรือร่างกาย) อัตราโทษที่รุนแรงเกินกว่าความจำเป็นนี้ปรากฏทั้งในการศึกษาเปรียบเทียบกับ กฎหมายของนานาประเทศที่เป็นราชอาณาจักรเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ประมุขแห่งรัฐ2 และ ทั้งในการศึกษาเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายของประเทศไทยเอง ซึ่งพบว่ามาตรา ๑๑๒ มีอัตราโทษขั้นต่ำถึง ๓ ปีและโทษขั้นสูงก็สูงมากถึง ๑๕ ปี แม้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เองยังไม่มีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิด ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และอัตราโทษขั้นสูงก็ไม่เกิน ๗ ปี เมื่อประเทศไทยพัฒนามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าวและควรลดอัตรา โทษขั้นสูงลงมาไม่เกินกว่าในระบอบเดิม

๒) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีลักษณะที่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหลายประการ ได้แก่
        -  มีความไม่เหมาะสมในแง่ของตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติซึ่งจัดวางอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (ซึ่งกล่าวไปแล้ว)
        – มีอัตราโทษที่สูงผิดปกติ
        – มีการอนุญาตให้บุคคลใดๆ ก็ได้มีอำนาจริเริ่มกระบวนการทางอาญาโดยไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายเป็นพิเศษ
        – การไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในระหว่างการคุมขัง3
        – กฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

จาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ปรากฏการหักล้างด้วยเหตุผลใดๆ เหนือข้อโต้แย้งต่างๆ ที่จำเลยได้ยกมา คงสรุปแต่เพียงว่าอัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อรับรองสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหา กษัตริย์ให้มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ ประหนึ่งว่าศาลเห็นด้วยกับแนวคิดที่ปิดปากคนด้วยอำนาจบังคับและเชื่อว่าบทลง โทษที่รุนแรงจะทำให้คนไม่กล้ากระทำผิด ท้าย ที่สุด การที่ศาลเห็นว่ามาตรา ๑๑๒ มีเนื้อหาที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา นี้มุ่งคุ้มครองไว้ โดยมิได้คำนึงถึงหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่า เป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ในสังคมประชาธิปไตย เท่ากับศาลปฏิเสธความมีอยู่ของมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ และโดยเหตุที่ศาลแสดงให้สาธารณชนเข้าใจเช่นนี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามกับศาลรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยวันนี้แท้จริงแล้ว ปกครองโดยระบอบใด ?

 
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”