«

»

Aug 29

Vattavan

คนชอบเขียน

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=382

        ช้าวันนี้ … ผมนั่งจิบกาแฟช้าๆ ทานขนมเค้กมะตูมที่มีรสอร่อยอย่างยิ่ง เสียดายว่าเค้กชิ้นนี้ เขาไม่ได้ทำขาย หากเป็นของ Home Made แท้ๆ คือ ทำด้วยสูตรที่ยอดเยี่ยม บวกกับความประณีต แบบเอาใจคนกิน ที่สำคัญคือ… 
        บรรจงใส่หัวใจคนทำ ลงไปในชิ้นเค้กด้วย จึงสร้างรสชาติดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ 
        วันหน้าผมจะแอบจำสูตร มาขยายให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน จะได้นำไปลองทำดูบ้าง

        ไม่กี่วันนี้ มีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนเหนียวแน่นของ
www.vattavan.com ถามผมแบบลูกทุ่ง ว่า 
        “เอ็งเขียนหนังสือทุกอาทิตย์ เขียนได้เขียนดี เอาอะไรมาขีดมาเขียนกันนักหนา แล้วทำไมอายุป่านนี้แล้ว ยังตะบี้ตะบัน เขียนอยู่ได้!?” 
        คำถามอย่างนี้ ผมได้รับโดยตลอด ได้แต่บอกสั้นๆไปว่า เขียนเพราะ… 
        “ชอบครับ!!”

        เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ผมสนใจในเรื่องของภาษาวรรณคดี ศิลปวัฒนธรรมฯลฯ มาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่ออยู่ชั้นมัธยม 6 (เดิม) ผมตั้งใจ ว่า
        จะออกจากโรงเรียน วชิราวุธ วิทยาลัยไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกเตรียมอักษรศาสตร์ พร้อมกับเพื่อนรักอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นปฏิปักษ์กับวิชาคำนวณ และวิทยาศาสตร์อย่างแรง
        ตอนประกาศผลสอบ ม.6 เพื่อนคนนี้สอบได้ไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงกระนั้น เขายังสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์ได้
        สำหรับผมเอง กลับไม่ได้เรียนเตรียมอักษรศาสตร์ อย่างที่ตัวเองตั้งความหวังเอาไว้ เพราะพ่อขอให้สอบเข้าเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัยยังไม่มีที่ตั้งโรงเรียนด้วยซ้ำ ยังต้องอาศัย “ตึกแดง”  ซึ่งอยู่ภายในบริเวณ กองการศึกษา ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก ติดกับทำเนียบรัฐบาลปัจจุบัน เป็นที่เล่าเรียนกัน 

        คนเรานี่ก็แปลกดีนะครับ ถ้าได้ลง “ถูกช่อง” จะ ไปได้ไกลเกินคาดทีเดียว อย่างเพื่อนของผมคนที่ว่านี้ ตอนสอบมัธยม 6 ได้ที่เกือบรั้งท้ายด้วยซ้ำ จึงไปสอบเข้าเรียนแผนกอักษรศาสตร์ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 
        หลังจากนั้นสองปี ตอนประกาศผลสอบ ม.8 เขาได้ทำให้เพื่อนฝูงทุกคนที่โรงเรียนเก่า คือ วชิราวุธ วิทยาลัย แปลกใจเอามากๆ เพราะเพื่อนคนที่แทบจะรั้งท้ายตอน ม.6 กลับสอบได้
        ที่ 3 ประเทศไทย ของแผนกเตรียมอักษรศาสตร์! 
        ที่น่าทึ่งกว่านั้น เขายังสอบเข้ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ เป็นอันดับที่ 1 และสามารถสอบชิงทุนกระทรวงศึกษาฯ ไปเรียนอักษรศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลานานนับสิบปี โดยไปตั้งแต่ตอนยังเป็น…นิสิตจุฬาปีหนึ่ง! 
        สำหรับผมนั้น แม้จะสอบชิงทุนไปเรียนเมืองนอกได้ตั้งแต่ตอนจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว แต่กว่าจะได้ไปเรียน ก็กินเวลาถึงหนึ่งปีเศษเข้าไปแล้ว

        ม้ไม่ ได้เรียนตามที่หวัง แต่ความรักในวิชาอักษรศาสตร์นั้น ไม่เคยจืดจางไปจากหัวใจ ผมอ่านหนังสือมาก และศึกษาด้วยตนเองตลอดมิได้หยุด จนเป็นที่รู้กันดี ในหมู่พรรคพวกเพื่อนฝูง  
        ความชอบขีดเขียนนั้น เป็นส่วนหนึ่งสำหรับคนชอบอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้น ให้ผมส่ง “เรื่องสั้น” ของตัวเอง ไปลงสยามรัฐรายสัปดาห์ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียน รวมทั้งเขียนลงหนังสือฉบับอื่นๆ ด้วย

content/picdata/382/data/photo0909_2.jpg

        หลังจากนั้นก็หยุดการเขียนเรื่องสั้นไปนาน จนถึงปี พ.ศ.2527 ผมได้เขียนเรื่องสั้นไปลง “มติชน” รายสัปดาห์อีก ในนามปากกาที่ออกเป็นผู้หญิงๆ หน่อย ไม่ใช่นามปากกาที่ใช้อยู่ที่ท่านเห็น แต่แล้วก็ต้องสะดุดหยุดลงอีก เมื่อต้องเร่งเขียนตำราและบทความต่างๆ ให้กับทางราชการ  
        ถึงกระนั้น ผมไม่ได้ทิ้งงานเขียนด้านอื่นไปด้วย ยังคงเขียนบทความเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ไปลงหนังสือพิมพ์เป็นครั้งคราว เช่น หนังสือในเครือ “ผู้จัดการ” มติชน ข่าวสด แต่ที่มากที่สุดคือ สยามรัฐ เพราะผมสนิทสนมและเคารพนับถือ คุณนพพร บุณยะฤทธิ์ อดีตบรรณาธิการ “สยามรัฐ” และ ชาวกรุง” ที่โด่งดังในอดีต เสมือนท่านเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งทีเดียว 
        ตอน คุณนพพรฯ เป็นบรรณาธิการอยู่นั้น ผมส่งเรื่องไป ท่านกรุณาลงให้ทุกครั้ง บางครั้งคอลัมน์ยาว และผมเองไม่อยากแยกเป็นสองตอน ด้วยเกรงผู้อ่านจะเสียความรู้สึก ต้องตามอ่านกันอีกสัปดาห์
        ท่านยังจัดเป็น “หน้าพิเศษ” ถึง 2 หน้าติดให้ด้วยซ้ำ!

        พออายุมากขึ้น นอกจากเขียนทาง “เว็บไซด์” ติดต่อกันยาวนานนับสิบปี โดยมีคนอ่านถึง 1 ล้านคน/คลิก เป็นคนแรกๆ ของประเทศ
        ปัจจุบันมากกว่า 2 ล้านคน/คลิกแล้ว! 
        ถึงวันนี้ ผมมีความตั้งใจเพิ่มขึ้นอีก โดยคิดจะกลับมาเขียนเรื่องสั้นอย่างจริงๆจังๆ และตั้งใจจะพิมพ์งานที่เขียนไว้ ในวัยต่างๆกัน ออกมาเพื่อให้แฟนๆได้อ่าน เพราะอยากทราบความเห็น จากท่านผู้อ่านว่า
        จากเด็กหนุ่มที่ชอบเขียนหนังสือ และอยู่ยาวมาจนเป็น
“คุณปู่” แล้วนั้น ข้อเขียนของผม มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงไร
        ที่สำคัญ…เพราะอยากรู้ว่า
        วัยของคนเรานั้น มีผลต่อการเขียนแค่ไหน?

        มีคนถามผมว่า ทำไมไม่เขียนเรื่องยาว หรือนวนิยายบ้าง ได้แต่ตอบไปว่า 
        คิดอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเขียนแล้ว อยากให้มีใครเอาไปทำละครเลย! 
        ที่พูดอย่างนี้ เพราะเห็นคนบ้านเรา ชอบละครแบบ Soap Opera กันนัก ลูกผมเองยังแต่งเพลงนำละคร มาหลายเรื่องแล้ว ละครบางเรื่องที่เคยดู เน่าแค่นิดๆหน่อย แต่บางเรื่อง เน่าสนิทเอาเลย 
        แต่กระนั้น…ชาวบ้านก็ยังชอบดู!

        จึงอยากเขียนละครเน่าๆ ขึ้นมาสักเรื่อง ขณะนี้ก็วางโครงเรื่องไว้เสร็จแล้ว ต่อไปก็จะลองหัดทำบท เพราะต้องทำความเข้าใจในฐานะมือใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง เพราะไม่เคยทำบทละครโทรทัศน์มาก่อน แต่เชื่อว่า 
        ละคร “เน่า” ที่ผมจะเขียนนี้ มีทั้งตัวอิจฉา อีตัวร้าย นังแม่ผัวใจโหดฯลฯ ครบเครื่องตามแนวละครเน่าไทย
        เชื่อว่า…น่าจะได้ใจ ผู้ชมแน่ๆ! 
        ดาราหรือนักแสดงคนไหน ที่พลัดเข้าเล่นละครของผมนั้น คิดว่า ไม่เพียงแต่จะเดินจ่ายตลาดไม่ได้เท่านั้น แต่บางทีเธอหรือเขาเหล่านั้น จะอาจถึงขั้นโดนคนดู บุกขว้างบ้านเอาเลย ไม่เชื่อคอยดูกัน 
        เรื่องแม่ผัว ลูกสะใภ้ที่เห็นมาตลอดชีวิต รับรองว่าผมเก่ง!! 
                             (คุยหน่อยๆ…555)

        วันนี้ ผมมีเรื่องสั้นอยู่เรื่องหนึ่ง เขียนจากชีวิตจริงของนายตำรวจรุ่นหนุ่ม ซึ่งบอกเล่าความในใจให้ฟัง ผมเลยนำมาผูกเป็นเรื่องสั้น ดัดแปลงนิดๆหน่อยๆ ให้เป็นไปตามแบบดั้งเดิมของตัวเอง
        เรื่องนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ด้วย ใช้ชื่อว่า No Room for another Actor แต่ชื่อภาษาไทยยังไม่มี อยากให้ท่านผู้อ่านที่ติดตามงานของผมมา ช่วยกันตั้งชื่อเป็นภาษาไทยให้ด้วย 
        ลองอ่านดูนะครับ

No Room for another Actor
โดย “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช”

        มเป็น นายตำรวจที่รับราชการอยู่ทางภาคเหนือ เป็นจังหวัดชายแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ แต่สงบเงียบเชียบ ผู้คนอยู่ด้วยความเรียบร้อย ชีวิตมีความสุขพอสมควรตามอัตภาพ 
        เป็นชีวิตเรียบง่าย ซึ่งผมรักนักหนา

        ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ทางภาคเหนือ ผมรับราชการอยู่ที่จังหวัดใหญ่ซึ่งเป็นปริมณฑลกรุงเทพ แต่ด้วยความที่ยังเป็นโสด และอยากรู้จักเมืองไทยให้มาก เมื่ออาวุโสพอ จะขึ้นสู้ตำแหน่งสารวัตรได้ ผมจึงขอผู้บังคับบัญชา ผันตัวออกไปเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจเล็กๆ ซึ่งเป็นตำแหน่งสารวัตร มีโอกาสรับผิดชอบงานในพื้นที่ด้วยตนเอง

        ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อกับแม่เป็นพนักงานธนาคาร ท่านเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเดียวกัน เรียนคณะเดียวกันด้วย เพียงแต่พ่อเรียนสูงกว่าแม่หนึ่งปี 
        ทั้งคู่ก็เป็นลูกคนเดียว แม่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีฐานะค่อนข้างดี ส่วนพ่อเป็นลูกกำนันจังหวัดประจวบฯ ฐานะพอใช้ได้ เมื่อจบออกมา ท่านทั้งสองได้งานทำที่ธนาคารเดียวกันอีก 
        เมื่อยังเป็นพนักงานตำแหน่งเล็กๆ นั้น  แม่ผมอยู่สาขาธนาคารใกล้กันกับพ่อ 
        ตอนเช้าพ่อต้องขับรถ ไปส่งผมที่โรงเรียนอนุบาล แล้วจึงเลยไปส่งแม่ ที่สาขาธนาคารของแม่ ก่อนขับรถต่อไปที่สาขาที่พ่อทำงานอยู่ ซึ่งไม่ห่างไกลกันนัก
        เวลากลางวันพ่อจะขับรถมาหาแม่ เอาอาหารที่เตรียมไว้ หรือซื้อหาไว้ก่อนแล้ว ไปรับประทานกับแม่ แล้วรีบกลับไปสาขาของตนเอง งานเลิกก็กลับไปรับแม่ แล้วเลยมารับผมที่โรงเรียน 
        นี่เป็นวิธีปฏิบัติประจำ ของครอบครัวผม
        ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ไม่เคยเห็นพ่อไม่ออกไปสมาคมกับเพื่อนฝูงในตอนค่ำโดยไม่มีแม่เด็ดขาด ทั้งที่แม่เป็นผู้หญิงเรียบร้อย 
        ไม่เคยเห็นแม่ แสดงอาการหึงหวงพ่อ แม้แต่ครั้งเดียว!

        วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด เราทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไม่เคยแยกจากกันมาโดยตลอด จนเป็นครอบครัวที่ถูกกล่าวขวัญถึงว่า เป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อกับแม่เป็นคู่สามีภริยาที่ได้รับการยกย่องเป็นตัวอย่างในเรื่องความรัก ความเอ็นดู ความเอื้ออาทรต่อกันนี้เอง ผู้บังคับบัญชาธนาคารของพ่อและแม่ กล่าวขวัญถึงเวลาอบรมพนักงานเสมอว่า เป็นคู่พนักงานตัวอย่าง 
        เป็นสิ่งที่ครอบครัวเรา ภาคภูมิใจมาก!

        เมื่อผมโตเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร พ่อกับแม่ตื่นแต่มืด เพื่อไปส่งผม เพราะโรงเรียนเข้าเช้ามาก จนกระทั่งเมื่อเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจนั่นแหละ ผมจึงห่างพ่อแม่ไปบ้าง แต่ก็เฉพาะในวันธรรมดาเท่านั้น ส่วนวันหยุดพ่อกับแม่มักจะไปคอยหน้าโรงเรียน แล้วกลับบ้านด้วยกัน 
        ผมคิดเสมอว่า วันหนึ่งเมื่อมีครอบครัวเป็นของตนเอง จะต้องมีครอบครัวเหมือนพ่อกับแม่ 
        ซึ่งเป็น “ต้นแบบ” ที่ดี 

        ระหว่างอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมเล่นกีฬาหนักมาก เมื่อกลับบ้านหรือวันหยุด ผมชอบออกไปวิ่งนอกบ้านในวันหยุด โดยมีพ่อวิ่งตามไปด้วยบ้างในบางครั้ง 
        ซอยที่บ้านของผม ลึกประมาณกิโลเมตรเศษ ไม่มีรถสัญจรไปมาเพราะเป็นซอยตัน เป็นที่ดินที่พนักงานธนาคารลงขันกันซื้อ ตัดถนนเป็นซอยๆ แล้วแบ่งที่ดินสองฟากกันคนละ 100-200 ตารางวา 
        ดังนั้น คนในซอยจึงรู้จักกันทั้งหมด เพราะเป็นพนักงานแบงก์ด้วยกันทั้งนั้น 
        ตรงปากซอยเป็นตึกแถว 3 คูหา ซึ่งเจ้าของเป็นพนักงานธนาคารเหมือนกัน ทำเป็นร้านชำ ร้านขายอาหาร และร้านถ่ายรูป

        ผมกับพ่อมักวิ่งกันไปจนถึงปากซอย แล้วผมจะวิ่งย้อนกลับ ส่วนพ่อจะเดินกลับ เพราะท่านวิ่งไม่ไหว ส่วนผมต้องวิ่งจนเหงื่อท่วม แล้วค่อยเข้าบ้าน 
        บ่อยครั้งที่พ่อมักแวะคุยกับพนักงาน ที่เป็นเจ้าของร้านค้าปากซอย
        ตึกแถวห้องแรก นับจากปากซอย เป็นร้านชำขายของสารพัด มีญาติของเจ้าของร้านเป็นผู้ดำเนินการ เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดี อายุอานามคงมากกว่าผมไม่เกินสิบปี 
        ผมรู้จักเธอ และเคยคุยด้วยสองสามครั้ง แต่เมื่อผมออกจากโรงเรียนนายร้อยฯ ไปเป็นนายตำรวจโรงพัก ได้ยินว่าเธอไม่ได้ช่วยญาติค้าขายแล้ว แต่กลับไปทำงานส่วนตัว ที่จังหวัดลำปาง

        แม่เริ่มล้มป่วยลง ตั้งแต่ผมจบเป็นนายตำรวจใหม่ๆ ท่านมีอาการของโรคหัวใจ เหนื่อยง่าย ในที่สุดแม่ต้องออกจากธนาคาร เพราะทำงานต่อไปไม่ไหว 
        ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมพยายามกลับมานอนบ้านทุกวันที่มีโอกาส เพื่อกลับมาหาแม่ ทุกครั้งที่กลับบ้านผมมักเห็นพ่อนั่งกุมมือแม่ ขณะที่แม่นอนหลับตา 
        หากเป็นยามแม่ตื่น ผมก็เห็นพ่อคลอเคลียแม่อยู่ใกล้ๆ มิได้ห่างหายไปไหนเลย 
        ถ้าแม่นั่งดูรายการทีวีที่แม่ชอบ พ่อต้องนั่งกุมมือซ้ายของแม่ด้วยมือซ้ายของทาน แล้วโอบกอดด้วยแขนข้างขวา และมักจะมองแม่ด้วยความรัก เอ็นดูเสมอ
        พ่อพร่ำสอนผมว่า 
        “มีรักเดียวนะลูก แล้วลูกจะรักษาครอบครัวเอาไว้ได้!”

        ผมเองไม่รู้ว่า “ความรัก” เป็นอย่างไร แต่เมื่อจบเป็นนายตำรวจได้ห้าปี ผมได้พบกับหญิงสาวแสนสวย เธอกำลังเป็นดาราที่เริ่มส่งแสงแววไวในวงการโทรทัศน์ และวงการนางแบบ 
        มีผู้ชายสนใจเธอมากมายหลายคน แต่เธอนั้นสนใจผมมากกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะเธอให้คะแนน ที่ผมช่วยเหลือญาติของเธอ ที่ถูกรังแกเอาไว้ก็ได้ 
        เรารดน้ำพรวนดินความสัมพันธ์เรื่อยมา และร่วมกันคิดว่า
        วันหนึ่ง จะผลิดอกออกมาเป็น…ความรัก!

        ม่ต ้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาล ติดต่อกันมาเกือบ 5 ปี ในที่สุด เมื่อร่างกายของแม่อ่อนเปลี้ยเต็มที่ ท่านได้ร้องขอให้พ่อพากลับบ้าน โดยหวังว่าจะมาตายในบ้านของเรา 
        บ้านที่แม่…รักนักหนา 
        เพียงสองวันที่มาถึงบ้าน แม่ก็สิ้นใจลง ตลอดระยะเวลานั้น พ่อได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ กุมมือแม่ไว้ตลอด ตัวเองไม่ได้หลับนอน เหนื่อยนักก็นั่งซบหน้าลงกับที่นอนของแม่ จนแม่จากไป
        พ่อร้องไห้…เหมือนใจจะขาด!

        ระหว่างงานศพของแม่ พ่อนั่งฟังพระสวดเหมือนหุ่นยนต์ จิตใจเลื่อนลอย ร่างกายของท่านดูสั่นไหวตลอดเวลา มือสั่นเทิ้ม เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ 
        เพื่อนฝูงของพ่อมองดูพ่อด้วยความเวทนาสงสารพ่อเป็นอย่างยิ่ง
        งานศพก็ผ่านไปด้วยดี สวดครบเจ็ดวันก็เผาทันที! 
        ผมถามพ่อว่าทำไมถึงเผาแม่เร็วอย่างนี้ ท่านตอบว่า เพื่อให้เป็นคำสั่งของแม่ ที่ท่านจะให้พ่ออยู่อย่างเข้มแข็ง เพื่อดูแลผมต่อไป

        ผมเคยเล่าเรื่อง “ความรัก” ของพ่อกับแม่ ให้คนที่ผมคิดจะรักฟัง เมื่อเธอพบพ่อกับแม่ผม และไปมาหาสู่สนิทสนมกัน เธอเห็นด้วยกับผมทุกประการ
        หลังจากงานศพของแม่แล้ว ผมก็ได้เดินทางไปรับตำแหน่งในฐานะหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำรวจเล็กๆ ทางภาคเหนือติดชายแดนพม่า

        ผมมีโอกาสเดินทางกลับบ้านเพียงครั้งเดียว หลังจากไปรับตำแหน่งได้เดือนเศษ 
        เมื่อมาถึงบ้าน ผมพบพ่อนั่งเก้าอี้รับแขก มีอาการเหม่อลอย นั่งจ้องดูรูปแม่ที่แขวนไว้ที่ผนังบ้าน 
        ถึงเวลารับประทานอาหาร พ่อหยิบกรอบรูปเล็กๆ ที่ใส่รูปของแม่ มาตั้งไว้ที่โต๊ะอาหาร แล้วพูดกับรูปแม่ เชิญให้มาทานข้าว ทานผัด ทานแกงกัน ด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน ซาบซึ้งยิ่งนัก
        ผมดูแล้ว…สงสารพ่อจับใจ! 
        ผมค้างที่บ้านคืนเดียว รุ่งขึ้นบินกลับจังหวัด พอไปถึงก็ได้รับวิทยุให้กลับมากรุงเทพฯ เพื่อพบกับผู้บังคับบัญชาระดับกรม ด้วยเรื่องราชการสำคัญ 
        ต้องรีบจับเครื่องบิน เข้ากรุงเทพอีกครั้ง

        เมื่อเครื่องบินมาถึงสนามบินดอนเมือง รีบเดินไปที่เครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ เพื่อกดเงินสำรองเอาไว้ ผมเห็นพ่อเดินเข้ามาในอาคารสนามบิน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไร้ความทุกข์ใดๆ บนใบหน้า 
        ผมเดินตามพ่อไปช้าๆ เพื่อจะทักพ่อให้แปลกใจ ท่านเดินไปทางผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ 
        พอพ่อไปถึง ผมเห็นท่านตรงเข้าไปหาหญิงแต่งตัวดี ยืนเหมือนคอยพ่ออยู่ มือข้างหนึ่งของเธอจูงเด็กชาย อายุประมาณสิบขวบเห็นจะได้มาด้วย 
        เมื่อเห็นพ่อผม เธอก็ผวาเข้าสวมกอดท่าน ซึ่งพ่อกอดตอบแล้วจูบที่หน้าผากเบาๆอย่างรักใคร่ เช่นเดียวกับที่เคยทำกับแม่ของผม และท่านก้มลงสวมกอดเด็กชายคนนั้น จูบแก้มแรงๆติดๆกันหลายครั้ง เหมือนทำกับผม เมื่อครั้งยังเป็นเด็กไม่มีผิด 
        ผมรู้สึกใจหาย เมื่อเห็นหน้าผู้หญิงที่จูงเด็กมา เธอเป็นคนที่เป็นผู้ดูแลร้านชำ หน้าปากซอยนั่นเอง
        ส่วนเด็กคนนั้น ทำเอาผมตกตะลึง! 
        ใบหน้าของเจ้าหนู ละม้ายคล้ายกับผมตอนเด็ก ราวกับถอดออกมา จากพิมพ์เดียวกัน!!

        พ่อผมพาผู้หญิงและเด็ก ออกจากสนามบินด้วยท่าทีอันแจ่มใสร่าเริง และมีความสุขยิ่งนัก ซึ่งเป็นภาพเดียวที่ผมเคยเห็นมาตลอดชีวิต เพราะ…
        พ่อทำกับผมและแม่ อย่างสม่ำเสมอ!

        ผมยืนจังงังสักพักก็ตั้งสติได้ จึงเดินไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทรถึงดาราสาว ที่ตัวเองกำลังจะผูกสมัครรักใคร่ แล้วบอก “เลิก” กับเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงยิ่งนัก 
        เธอร่ำไห้ออกมาอย่างตกใจสุดขีด ระล่ำระลักขอทราบเหตุผล

        ผมได้ยินตัวเอง พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงยะเยือก ซึ่งแค่ได้ยินเสียงตัวเอง ยังรู้สึกถึงความเย็น วาบเข้าไปในหัวใจ

        คำพูดของผม สั้นและกระชับ แต่จับใจความชัดเจนได้ว่า

        บ้านผมมี “นักแสดง” ผู้ยิ่งใหญ่ คนเดียวพอแล้ว จึงไม่มีที่ว่าง สำหรับเธออีกต่อไป!!!

“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””